
วัยทอง วัยนี้คืออะไร ?
‘วัยทอง’ หรือ ช่วงวัยที่ผู้หญิงเริ่มหมดประจำเดือน โดยในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Menopause ซึ่งทางแพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข โฆษกแพทยสภา ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่า วัยทอง หมายถึง วัยที่ฮอร์โมนในร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลงจนไปถึงขั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉลี่ยแล้วช่วงเริ่มต้นของวัยทองนั้นอยู่ในราว 48 – 51 ปี (บางแหล่งข้อมูลอาจระบุเป็นช่วงอายุระหว่าง 40 – 65 ปี หรือเร็วกว่านั้น) ซึ่งเป็นวัยที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะค่อยๆ ลดลงและประจำเดือนก็กำลังเริ่มจะหมดไป
นอกจากนี้ การผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออกไปก็ทำให้เข้าสู่ภาวะวัยทองได้ รวมทั้งการทำเคมีบำบัด (Chemotherapy) ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย เพราะนอกจากการรักษาดังกล่าวจะส่งผลต่อเซลล์มะเร็งแล้ว ยังส่งผลต่อเซลล์ต่างๆ ของร่างกายที่มีการเจริญเติบโตด้วย
ทั้งนี้ ผู้หญิงบางคนอาจเกิดภาวะดังกล่าวเร็วหรือช้ากว่าคนอื่น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายไม่มากก็น้อย ซึ่งจากงานวิจัยที่ผ่านมา ในเมืองไทยมีผู้หญิงวัยทองถึงร้อยละ 65 ที่มีอาการอันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง มีเพียงร้อยละ 35 เท่านั้นที่ไม่ปรากฎอาการใดๆ ซึ่งอาการของผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่ จะเป็นไปทั้งทางกายภาพและทางด้านสภาวะจิตใจหรืออารมณ์
สารบัญเรื่องวัยทอง
สาเหตุของภาวะวัยทอง
ภาวะวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากการที่ร่างกายของเพศหญิงไม่มีการตกไข่ เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน จึงไม่ผลิตฮอร์โมนเพศอย่างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนอีกต่อไป ซึ่งภาวะนี้เกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้นจนกระทั่งย่างเข้าสู่วัยชรา สภาพร่างกายย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงและระบบต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ก็จะทำหน้าที่เสื่อมประสิทธิภาพลง
การวินิจฉัยภาวะวัยทอง
โดยทั่วไปแล้ว การยืนยันว่าคุณกำลังเกิดภาวะวัยทองหรือไม่นั้น สามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ
- วินิจฉัยด้วยตนเอง – ทำได้ด้วยการบันทึกช่วงวันที่มีประจำเดือน เพื่อให้ทราบช่วงวันสุดท้ายที่ประจำเดือนขาด สังเกตจากการไม่มีประจำเดือนเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป (ทั้งที่ไม่ได้มีการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดใดๆ) โดยสังเกตอาการผิดปกติของตนเองด้วย เช่น ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หรือมีอาการอื่น ๆ ของวัยทองร่วมด้วย
ทั้งนี้ หากคุณไม่ได้มีอายุอยู่ในช่วงวัยที่เข้าสู่วัยทอง แต่ประจำเดือนขาดติดต่อกันเป็นเวลานาน ให้สังเกตและบันทึกอาการ และไปปรึกษาแพทย์
- วินิจฉัยโดยแพทย์ – โดยแพทย์จะสอบถามอาการและวันที่ประจำเดือนมาล่าสุด รวมถึงช่วงระยะเวลาที่ประจำเดือนขาดหายไป การเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของบรรดาคุณสุภาพสตรีที่เข้าสู่ช่วงวัยนี้
ทั้งนี้ หากสงสัยว่าเป็นภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด หรือต้องการตรวจเพื่อความมั่นใจ แพทย์จะใช้ชุดตรวจเลือดเพื่อตรวจหาระดับฮอร์โมน Follicle-Stimulating ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สร้างไข่และกระตุ้นให้ไข่สุก มีผลต่อการมีประจำเดือน ส่วน Thyroid-Stimulating Hormone (TSH) ฮอร์โมนที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ จะใช้ตรวจเฉพาะในรายที่แพทย์สันนิษฐานว่า ผู้เข้ารับการตรวจน่าจะมีระดับไทรอยด์ต่ำ เพราะวิธีการดังกล่าวจะส่งผลต่อความผิดปกติของรอบเดือนด้วย

อาการทั่วไปของหญิงวัยทอง
ลักษณะอาการโดยทั่วไปของผู้หญิงวัยทอง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ
อาการวัยทอง ระยะสั้น
- อาการทางกายภาพของคนวัยทอง
วัยทองจะนำมาซึ่งภาวะอาการบางอย่าง เช่น เหงื่อออกง่าย ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ขี้ร้อน ปวดเมื่อยตามตัว นอนไม่หลับ อาการเหล่านี้เกิดจากขาดฮอร์โมนเพศที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนน้อยลง จึงทำให้ระบบการควบคุมอุณหภูมิไม่ดี ระบบหลอดเลือดจะปรับอุณหภูมิ ทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบเกิดขึ้นเป็นพักๆ และมักจะเป็นตอนกลางคืนทำให้นอนหลับพักผ่อนไม่เต็มที่ ส่งผลเสียต่อการทำงานของสมอง อาการเหล่านี้มักจะเป็นมากในระยะปีแรกๆ ของช่วงวัยทอง นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการระคายเคืองผิวหนัง เพราะการขาดฮอร์โมนเพศทำให้เนื้อเยื่อของผิวหนังขาดความยึดหยุ่นและชุ่มชื้น การใช้ฮอร์โมนเพศจะช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่นขึ้น ลดอาการได้ แต่กระนั้น ก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้ใบหน้าแก่หรือเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้
แนวทางแก้ไข: ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจว่ามีโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายวัยทองอยู่ด้วยหรือไม่ เช่น โรคคอพอกหรือไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ โรคเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษา มิฉะนั้นอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ในรายที่มีอาการมาก การรับประทานฮอร์โมนเพศหญิง หรือยาบางอย่างจะช่วยลดอาการได้ หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมน ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ส่วนวิธีที่จะช่วยลดอาการคัน คือการไม่ใช้สบู่เวลาอาบน้ำ หรือหากจะใช้ก็ใช้สบู่อ่อน แล้วใช้ครีมหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำ เพื่อช่วยลดการระเหยแห้งของน้ำภายในผิวหนัง
- ภาวะจิตใจและอารมณ์ของคนวัยทอง
ผู้หญิงบางคนอาจมีอารมณ์และจิตใจที่ไม่มั่นคงมากกว่าผู้อื่น ในขณะที่บางคนก็หลงลืมง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ขี้กลัวและซึมเศร้า ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากสมองมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อม คือ สมองฝ่อลง และส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอันส่งผลต่อสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งยังเกิดจากความไม่เข้าใจ และขาดการเอาใจใส่ดูแลจากบุตรหลานหรือบุคคลใกล้ชิด
แนวทางแก้ไข: ความรุนแรงของปัญหานี้จะลดลงได้ หากได้รับความเข้าใจและการเอาใจใส่จากบุคคลรอบข้าง ควบคู่ไปกับการหากิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้หญิงวัยทองรู้สึกว่า ตนเองยังมีคุณค่า ในขณะที่บางคนอาจจำเป็นต้องเข้าพบนักจิตวิทยาเพื่อพูดคุยและหาทางออกของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยมีทั้งการทำจิตบำบัดแบบกลุ่มและรายบุคคล อันมีประสิทธิผลทางการรักษาต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือความผิดปกติทางอารมณ์ โดยกระบวนการบำบัดจะดำเนินไปภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด
อาการวัยทอง ระยะยาว
- อาการผมร่วง เนื่องจากร่างกายของผู้หญิงวัยทองจะผลิตสารไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (Dihydrotestosterone) อันเป็นสาเหตุทำให้รากผมอ่อนแอ และเกิดอาการผมร่วงมากกว่าปกติ หรืออาจร่วงเป็นกระจุก
แนวทางแก้ไข: แพทย์สามารถให้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อยับยั้งการสร้างสารไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน รวมถึงการดูแลตนเองด้วยการสระผมอย่างสม่ำเสมอเพื่อกำจัดและป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รากผมและหนังศีรษะถูกทำร้าย โดยควรใช้ยาสระผมที่มีสารกระตุ้นการงอกใหม่หรือสารที่ช่วยบำรุงเส้นผม
- อาการในระบบทางเดินปัสสาวะและช่องคลอด เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศ ทำให้เนื้อเยื่อช่องคลอดขาดความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ ช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะมีอาการฝ่อ ลีบ และหย่อนตัวลง ทำให้มีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ต้องปัสสาวะบ่อย และมีอาการแสบที่ช่องทางออกของท่อปัสสาวะ
แนวทางแก้ไข: โดยการใช้ครีมที่ผสมฮอร์โมนเพศหญิงหรือสารหล่อลื่นทาบริเวณที่มีอาการแสบแห้ง หรือช่วยหล่อลื่นช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ การบริหารช่องคลอดโดยการขมิบก้นบ่อยๆ ทุกวัน จะช่วยลดปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น แต่ในรายที่มีอาการมากหรือกระบังลมหย่อน จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
- อาการในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย เนื่องจากผู้หญิงวัยทองมักจะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง ประกอบกับการที่ฟันไม่ค่อยดี จึงทำให้ไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ส่งผลให้มีอาการท้องอืดและท้องผูก
แนวทางแก้ไข: ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาการที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ ผัก ผลไม้และข้าวกล้อง และสำหรับผู้ที่ฟันผุหรือฟันไม่แข็งแรง อาจต้องใช้วิธีทำให้อาหารเหล่านี้อ่อนนุ่มลงและเคี้ยวง่ายขึ้น เช่น การคั้น การต้มให้เปื่อย หรือการใช้เครื่องปั่นและบดอาหาร
- ภาวะกระดูกพรุน หลังจากหมดระดูไปแล้วประมาณ 10 – 20 ปี ผู้หญิงวัยทองบางคนอาจมีเนื้อกระดูกเปราะบางมาก จึงทำให้กระดูกหักได้ง่ายแม้ได้รับอุบัติเหตุเพียงเบาๆ หรือเพียงแค่ยกของหนัก ตำแหน่งที่กระดูกหักได้บ่อยในวัยทอง คือ กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ซึ่งการที่กระดูกสันหลังหักหรือยุบตัวลง จะส่งผลให้เกิดอาการหลังโก่ง
แนวทางแก้ไข: รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงเป็นประจำ เช่น ผักใบเขียว งาดำ ถั่วต่างๆ และเต้าหู้ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจบริหารร่างกายครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างมวลกระดูกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อปอด หัวใจ หลอดเลือด และกล้ามเนื้อต่างๆ
นอกจากนี้ การขาดฮอร์โมนเพศหญิงยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด เนื่องจากสัดส่วนของไขมันในเลือดเปลี่ยนไป ทำให้ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดและอุดตัน โอกาสเสี่ยงนี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มสุรามาก รวมถึงมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและมีความเครียดสูง

ภาวะแทรกซ้อนของผู้หญิงวัยทอง
ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนบางอย่างขึ้น เนื่องด้วยเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งหากไปพบแพทย์ อาจจะทำการรักษาด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน โดยมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ
- การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสโตเจน – ใช้สำหรับผู้ที่ยังมีมดลูกอยู่ตามปกติ
- การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว – ใช้กับผู้ที่เคยผ่าตัดเอามดลูกออกไปแล้ว
ทั้งนี้ การนำเอาฮอร์โมนจำพวกเอสโตรเจนมาใช้ในกรณีของ Hormone Replacement Therapy ซึ่งมีเป้าหมายของการออกฤทธิ์ที่ตัวรับ (Receptor) สองชนิดในร่างกาย อาจมีข้อเสีย คือ จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งของเต้านมและเยื่อบุผนังมดลูก รวมถึงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือด (thromboembolism) อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวอาจลดลงได้โดยการใช้ยาในกลุ่ม Selective Estrogen Receptor Modulators (SERMs)
การดูแลตนเองสำหรับผู้หญิงวัยทอง
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต พืชตระกูลถั่ว เต้าหู้ งาดำ ปลา และผักใบเขียว เพื่อช่วยบำรุงกระดูกและส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สึกหรอ
- ควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือด โดยงดรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะๆ เต้นรำ และแอโรบิค เป็นต้น รวมถึงหมั่นออกไปกลางแจ้งให้ร่างกายได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้า เพื่อช่วยให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี
- ฝึกการควบคุมอารมณ์ให้มีทัศนคติและพลังในเชิงบวก รวมถึงทำจิตใจให้แจ่มใส เพื่อคลายความเครียดและความวิตกกังวล
- ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง โดยตรวจเช็คความดันโลหิต ตรวจเลือดหาระดับไขมัน ตรวจภายในเช็คมะเร็งปากมดลูก ตรวจหามะเร็งเต้านม ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก และตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัยทอง
จะเห็นได้ว่า วัยทอง เป็นหนึ่งในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของผู้หญิงทุกคน หลังจากเปลี่ยนผ่านมาแล้วในวัยแรกรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญครั้งสุดท้ายนี้ การรู้จักปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ รวมทั้งสามารถที่จะดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

แนวทางรับมือก่อนถึงวัยทอง
ภาวะวัยทองหรือภาวะร่างกายและจิตใจในช่วงหมดประจำเดือน เป็นธรรมชาติของร่างกายผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยดังกล่าว แนวทางการป้องกันจึงเป็นการป้องกันการหมดประจำเดือนก่อนถึงวัยอันควร และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลเป็นปริมาณมาก
- ลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- งดการดื่มสุรา แม้ว่าจะเพื่อสังสรรค์ก็ตาม
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ตามเกณฑ์
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากช่วงระยะเริ่มต้นของวัยที่ระดับฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ โดยควรนอนในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำ อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อช่วยลดปัญหาการนอนหลับๆตื่นๆ และความแปรปรวนของอารมณ์
นอกจากนี้ ผู้หญิงวัยทองต้องพยายามควบคุมจัดการอาการต่างๆที่เกิดขึ้น โดยการทำความเข้าใจกับภาวะหมดประจำเดือน เตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่วัยทอง และตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อวางแผนรับมือกับอาการที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ หากเกิดภาวะที่หนักหนาเกินกว่าความสามารถในการจัดการ ควรไปปรึกษาแพทย์หรือเข้ารับการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก: pobpad.com
บทความวัยทองน่ารู้
